มีเรื่องที่ติดอยู่ภายในใจของข้าพเจ้าเป็นเวลานานจนรู้สึกว่าจะขึ้นสนิม

ข้าพเจ้าเกิดในครอบครัวของพุทธทะเบียนบ้าน

คือ ไม่รู้หรอกว่านับถืออะไร แต่ตั้งแต่เกิด ทะเบียนบ้านก็เขียนว่านับถือพุทธ

เห็นพิธีกรรมทางศาสนามาก็มาก ตั้งแต่ เกิด แก่ เจ็บ ตาย

ของบุคคลแวดล้อม และตัวเอง (แต่ตัวเองยังไม่ตายนะ)

ที่บ้านก็คงเหมือนกับบ้านคนอื่นทั่วไป ที่ยังยึดในเปลือกอยู่

ข้าพเจ้าไม่ได้หมายความว่า การยึดในเปลือกเป็นสิ่งที่ไม่ดี

เพราะต้นไม้จะเจริญงอกงามได้ ต้องอาศัยทั้งเปลือกและแก่น ถึงจะอยู่รอด

ส่วนเราจะอยู่ส่วนไหนของต้นไม้นี้ คงต้องอาศัยพื้นฐานหรือโปรโมชั่นของแต่ละคน

 

ร่ายมาซะยาว ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเนื้อหาใน entry นี้เลย

พิธีกรรมทางพุทธศาสนาที่นับวันข้าพเจ้ารู้สึกขัดใจ

คงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสงฆ์ เขียน entry นี้ก็รู้สึกหวาดเสียว

เกรงว่าจะเป็นการไม่สมควรเท่าไรที่จะพูดถึง อย่างไรก็ดีถ้าหากข้าพเจ้าล่วงเกิน

กราบขออภัยโทษท่านมา ณ โอกาสนี้ด้วยค่ะ

 

จริงอยู่ หาก ภิกษุ แปลว่า ผู้ขอ พุทธศาสนิกชนทั่วไปก็เป็นผู้ให้สินะ

โลกหมุนเร็วขึ้นทุกวัน วัตถุทานต่างๆก็พลอยจะเจริญตามไปด้วย

ข้าพเจ้าเห็นผู้มีจิตศรัทธาถวายของอำนวยความสะดวกให้แก่พระสงฆ์

ข้าพเจ้าใจหนึ่งรู้สึกดีที่เห็นท่านได้ใช้ของดีดีที่ญาติโยมประเคนให้

แต่ใจหนึ่งข้าพเจ้ารู้สึกหวั่นเป็นอย่างยิ่ง กลัวแทนว่าพระท่านจะติดในสุข

 

ที่ท่านออกบวช ใจหนึ่งข้าพเจ้าแอบคิดแทนว่าท่านต้องการแสวงหาสิ่งที่พ้นทุกข์

ซึ่งญาติโยมก็อาจจะคิดเหมือนข้าพเจ้าเลยถวายความสุขให้อย่างเต็มพิกัด

หารู้ไม่ ส่วนตัวข้าพเจ้าคิดว่า การติดในสุขนี่มันแสนจะน่ากลัวกว่าติดในทุกข์นะ

ลองคิดดูว่า ระหว่างให้เลือกว่าติดในสุขกับติดในทุกข์ ถ้าให้เลือก ท่านผู้อ่านจะเลือกสิ่งไหน?

ยกตัวอย่างสิ่งที่ข้าพเจ้าเห็นเมื่อตอนเป็นเด็ก ไม่มีปากเสียงแสดงความคิดเห็นกับที่บ้าน

วันทำบุญบ้านคุณย่า เราเสียเงินมากมาย จัดสรรอาหารที่ดีให้แก่พระสงฆ์

ไม่ว่าจะเป็นขนมหวานจากร้านที่ขึ้นชื่อ แกงที่แสนอร่อย วัตถุดิบที่มีราคาสูง

จำได้ดีว่า มีปลาทูทอด 3 ตัวร้อยบาท (สมัยนั้นคงราคาสูงอยู่) ถวายให้แก่พระด้วย

เป็นเรื่องที่ต้องจดจำและแซวคุณพ่อมาตลอดว่า ซื้อไปได้อย่างไร

ของดีดีเต็มไปหมด ซึ่งพระท่านก็ไม่ได้ฉันหมด เหลือประมาณ 80% ได้

พอคุณย่าเสีย วันครบรอบเราจะไปทำบุญกันที่วัด ซึ่งต่อมาคุณปู่เสนอในถวายถังเหลืองแทน

เพราะจัดเตรียมอาหารจะลำบากมาก (คุณปู่อาจจะเห็นด้วยว่าเหลือประจำ)

แต่ข้าพเจ้าก็รู้สึกงงๆว่าทำอะไรกัน โยงสายสิญจน์กับที่บรรจุอัฐิ จากนั้นพระท่านก็สวดแรปในภาษาที่ข้าพเจ้าไม่เข้าใจ

นั่งทนเมื่อยประมาณ 30 นาทีอย่างงงๆ ท่านก้อพรมน้ำมนต์ให้ คุณแม่ก็เป็นประจำดุนหลังข้าพเจ้าให้ไปอยู่ด้านหน้า

จะได้รับน้ำมนต์อย่างทั่วถึง ท่ามกลางคำถามว่า เพื่ออะไร ในใจเสมอมา

หลังจากทำพิธีเสร็จก็เหมือนชาวพุทธทั่วไป ไปทานเลี้ยงประจำครอบครัวต่อ ซึ่งก็ต้องมีเครื่องดื่มมึนเมา

ข้าพเจ้ายิ่งสงสัย อ้าว เมื่อกี้เพิ่งรับศีล 5 กันไม่ใช่เหรอ

ไม่รู้คนตายจะรู้สึกภูมิใจหรือไม่กับการรักษาศีล 5 ของลูกหลาน 30 นาที ก็ว่าเวลามันช่างสั้นนัก

ข้าพเจ้าเห็นพิธีแบบนี้ รู้สึกว่าวันไหนที่ข้าพเจ้าตาย ขอให้ทิ้งกระดูกของข้าพเจ้าไปให้หมด อย่าให้เหลืออะไรเก็บไว้เลย

อย่างน้อยลูกหลานก็ไม่ลำบากจัดหาของที่ทำให้พระสะดวกสบาย ส่งเสริมพระให้เป็นอลัชชี

หรืออย่างน้อยลูกหลานจะได้ไม่ทำผิดศีล 5 สักมื้อก็ยังดี

อ้อ วันไหนถ้าข้าพเจ้าตาย รบกวนคนรู้จักไปบอกข้อนี้แก่ญาติของข้าพเจ้าด้วย

ข้าพเจ้าไม่ได้ประชดประชัน แต่เป็นความหวังดีจากใจจริงของข้าพเจ้า

แต่ไม่ใช่ว่าข้าพเจ้าไม่เคยบอกเรื่องนี้กับคุณพ่อ คุณแม่ให้แง่คิดว่า ลูกหลานเค้าทำแล้วสบายใจ ก็ปล่อยเค้าไปเถิด

 

เรื่องถวายของพระเช่นกัน ข้าพเจ้าเคยอ่านเจอหนังสือเล่มหนึ่ง

ที่ท่านพระอาจารย์ท่านหนึ่งเขียนว่า ลูกเอ๋ย จงเร่งทำความเพียรเถิด เพราะต่อไปจะเป็นการยากต่อการปฏิบัติแล้ว

พระป่าจะเป็นพระบ้าน พระบ้านจะเป็นฆราวาส ส่วนฆราวาสจะเป็นเดรัชฉาน

ยกตัวอย่างข้าพเจ้าไปปฏิบัติธรรมที่วัดป่าทุกปี พระอาจารย์มีชื่อเสียงมากขึ้น

ดีอยู่ที่คนเข้าวัดมากขึ้น แต่ความเสี่ยงที่จะนำพาความเจริญด้านวัตถุทานเข้าวัดก็มากขึ้น

ข้าพเจ้ารู้สึกกลัว หรือว่าบางทีข้าพเจ้าอาจจะยึดติดกับวัดมากไป

ข้าพเจ้าได้ยินว่าหลวงพี่บางรูปแสดงความจำนงย้ายที่พำนักไปที่อื่น ด้วยว่าวัดคึกคักมากเกินไป

ฟังแล้วก็สะท้อนใจเล็กๆ จริงอยู่พระที่ปฏิบัติชอบมีกลิ่นเย้ายวนชวนให้ชาวพุทธเลื่อมใสศรัทธา

อยากจัดบริขารดีดีให้ โดยไม่ทันคิดว่า นั่นคือสิ่งเร้าที่ทำให้พระที่ปฏิบัติชอบเกิดความไขว้เขวได้

เหมือนที่พระอาจารย์พูดบ่อยๆว่า พระก็มีหัวใจ

อย่ากลัวว่าจะทำให้ท่านลำบากเลย เพราะความลำบากคือสิ่งที่ท่านจำเป็นที่ต้องเผชิญเพื่อก้าวไปสู่ความสุขสงบที่แท้จริง

เป้าหมายของศาสนาพุทธ คือ นิพพาน นิพพาน ไม่ใช่ทุกข์ ไม่ใช่สุข

กิจของสงฆ์ที่แท้จริงก็คือการค้นหานิพพาน ขอฝากพุทธศาสนิกชนอย่าส่งเสริมท่านให้ติดในสุขอยู่เลย

 

เจริญในธรรมค่ะทุกท่าน

Comment

Comment:

Tweet

confused smile confused smile Hot! Hot!

#15 By ปิยะ99 on 2010-08-26 12:19

มันคือ ความเสื่อม

ของโลกที่หมุนไป เกิดมาแล้วก็สลายไป สิ่งใหม่ๆ ความเสื่อมใหม่ๆ ก็เข้ามา


อย่าได้เกรงใจในการคิดครับ คิดไปเหอะ ใครจะมาห้ามได้

ไม่อย่างนั้นก็ต้องกลัวกันต่อไปsad smile

#14 By Untitled_666 on 2010-08-24 22:42

น้องออนเล่นของสูงแล้วสินะตะ 55555
confused smile สำหรับเรือ่งนี้ป้าคิดว่า...

เรื่องติดสุขทุกข์นี่นานาจิตตังนะคะ พระบางรูปแม้เขาถวายของดีราคาแพงแถมสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายแค่ไหน ก้ไม่สนใจ(จะนำมาใช้มาฉัน)แต่พระบางรูปแม้ของที่ญาติโยมนำมาถวายนั้น ไม่มีราคาค่างวดแต่ก็เกิดความหวงแหนอยากได้อยากมี ติดในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสนั้นๆ

แม้นิพพานจะเป็นเป้าหมายสูงสุดของพุทธศาสนิกชนที่แท้ทุกคนก็ตาม แต่เป้าหมายของการบวชของพระสงฆ์แต่ละรูปน่าจะต่างกันไปตามบุญบารมีที่สะสมมาตั้งแต่อดีตชาติจนถึงปัจจุบันชาติ การที่ท่านจะเลือกทางลำบากหรือไม่นั้นขึ้นกับ ธรรมชาติของจิตของท่านเอง

ป้าว่า การที่ญาติโยมมีเจตนาดี ตั้งใจในการทำบุญทำทาน แม้มิได้กระทำแก่อริยสงฆ์ ก็ยังถือว่าดีอยู่นั่นเอง การมุ่งเน้นเครื่องสังฆทานทั้งหลาย อย่างดีที่สุด ไม่น่าจะเกิดมาจากกลัวพระสงฆ์จะลำบากแต่ประการเดียวเน้อ

#13 By wonderboy on 2010-08-24 17:26

#8 อย่าเครียดค่ะ เดี๋ยวแก่เร็วๆ เพิ่งผ่านวันเกิดมาๆ (แซวๆ) confused smile

#10 แอบวงเล็บ (พระดี) ไว้ด้วยอ่ะค่ะ ฮ่าๆ ยังไงก็ช่วยกันค้ำจุนพระดีให้ท่านไปถึงปลายทางที่ดีกันนะคะ คุณจุ้ยเขียนยาวมากค่ะ ขโมยซีนนะคะเนี่ย (แซวๆ) confused smile แต่ว่ามีประโยชน์มากค่ะ ขอบคุณเป็นอย่างยิ่งนะคะ

#11 ออนว่ายิ่งโตเรายิ่งรู้ยิ่งเห็นเยอะ ยิ่งเป็นอุปสรรคต่อการหลุดพ้นของตน ว่าไม๊คะ เปรียบเทียบง่ายๆตัวเองนี่เวลาต่อสู้กับกิเลศนี่ ยิ่งสูงวัยยิ่งต้องใช้ความพยายามมาก ไม่รู้ว่าเพราะโลกมันเจริญเกินไป หรือเพราะใจเราอ่อนแอ sad smile

#12 By onnsy on 2010-08-24 15:53

นิพพานสีใส รสจืด
ที่นี่ใครก็ติดรสปรุงเเต่ง
ผทเจอมากมายคนที่ไม่ศรัทธาสถาบันสงฆ์เอาซะเลย
ก็ขี้เกลียดเล่ายาวเอาว่าเรามาบำเพ็ญเพื่อการหลุดพ้นเฉพาะตนกันดีกว่านะครับ โลกก็ทุกข์อย่างนี้คิดมากเมื่อย เป็นอจินไตย
เเต่ก็ขอขอบคุณนะครับท่านที่ช่วยกันเตือนกันทีละนิดละหน่อย

#11 By cesarmonsters on 2010-08-23 23:04

อ่านอีกรอบนึง จริงๆ แล้ว พระ ก้อคนเหมือนกัน บางทีเรียกว่า สมมติสงฆ์ ก้อต้อง มีข้าวของเครื่องใช้ บ้าง เป้นธรรมดา เช่น มือถือ เอ็มพีสาม วิทยุ คอมพิวเตอร์ ก้อมี โดยศีล 227 ข้อนั้น ของพวกนั้น มันก้อ ผิด เต็มๆแหละ แต่ โลก มันหมุนไปตามกาลเวลา เป็นเรา ถ้าเราขาดมันไป เราจะทำ(ธรรม)งาน กันอย่างไร ไม่ได้เข้าข้างนะ ถ้าศึกษากันให้ลึกเข้าไปอีก พระท่านเหล่านั้น จะมีการทำวัดเช้า วัดเย็น จะมีบทสวด อยู่ช่วงนึง ที่ว่า "สิ่งของทั้งหลายเหล่านี้ ล้วนแล้วสักเป็นแต่ว่าธาตุที่เกิดขึ้นมา เราเพียงขอหยิบยืมใช้งาน เท่านั้น(แปลมาได้ประมาณนี้)"("ยะถาปัจจะยัง ปะวัตตะมานัง ธาตุมัตตะเมเวตัง ยะทิทัง จีวะรังฯ ตะทุ ปะภุญชะโก จะ ปุคคะโล ธาตุมัตตะโก นิสสัตโต นิชชีโว สุญโญ") พระท่านเอง(พระดี) ก็จะระลึกอยู่เสมอ ว่า ทุกสิ่งที่อยู่รอบตัว ไม่ว่า ของกิน ที่อยู่ เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ล้วนสักเป็นเพียงธาตุ แม้แต่ร่างกาย ก็สักเป็นแต่เพียง ธาตุ เท่านั้น อ่านกันยาวๆ เลย คงจะเข้าใจบ้างไม่มากก้อน้อย

#10 By Live a Live on 2010-08-23 22:23

พระก็มีหัวใจ "รัก พระ ไม่ผิด แต่อย่าหลอก พระ"
พระสมปอง
คอมเม้นแค่นี้ ก่อน เดี๋ยวมาใหม่

#9 By Live a Live on 2010-08-23 16:59

อืมangry smile

#8 By St.Alpha on 2010-08-23 16:04

เขียน entry นี้ไปก็หวาดเสียวไปจริงๆนะคะ

#1 ใช่เลยค่ะ อย่าว่าแต่พระเลย ตัวปุถุชนที่มีวัตถุนิยมมากมายในปัจจุบัน เหล่านี้ล้วนเป็นอุปสรรคในการปฏิบัติธรรมทั้งนั้นอ่ะค่ะ ออนคิดว่างั้น sad smile

#2 พี่ปู แหม นิดๆหน่อยๆ พอหอมปากหอมคอคงไม่เป็นไรหรอกมั้ง ก้อว่าเหมือนกันว่า entry นี้ออกแนวเสียสละตัวเองดริฟตกเขา แต่ก็อยากเขียนให้ผู้อ่านระลึกบ้างว่าการให้ที่เหมาะสมนั้น ต้องดูปัจจัยด้วย เหมือนท่านพุทธทาสท่านว่า การให้จะเป็นไปได้ด้วยดี ถ้าให้ในสิ่งที่เขาจำเป็นและเหมาะแก่โอกาส เนอะconfused smile

#3 เรื่องใส่บาตรนี่ ออนก็ไม่เคยคิดเหมือนกันค่ะเรื่องพระจริงหรือพระปลอม แต่ว่าเราใส่แล้วเราสบายใจก็โอเคนะคะ double wink แต่ของที่ใส่ เราก็ต้องพิจารณาด้วย บางอย่างร้อนเกินไป เราก็ต้องระมัดระวังเพราะบาตรร้อน ท่านก็จะถือลำบาก หรือใส่อาหารที่ไม่ถูกอนามัย อันนี้ยิ่งต้องระวังมาก เคยได้ยินพระฝรั่งเกือบมรณภาพเพราะโยมประเคนตั๊กแตนทอด(ซึ่งโดนยาฆ่าแมลงมา) ญาติโยมก็ต้องระวังจุดนี้กันหน่อยนะคะ

#4 ถูกต้องเลยค่ะ ของดีไม่จำเป็นต้องแพงหรือมากเกินพอดี อาศัยแค่ปัจจัย 4 ชีวิตนี้ก็อยู่ได้อย่างไม่ลำบากแล้วค่ะ ทานนี่ถ้าเปรียบได้กับความเมตตา ออนว่าเราต้องอาศัยอุเบกขาร่วมด้วยนะคะ ถึงจะเก๋กู้ดยิ่งๆขึ้นไป confused smile

#5 จริงด้วยค่ะ บางทีออนอาจจะระแวงเกินไป แต่เห็นวัดบางวัดมี wireless เครื่องซักผ้าอบผ้าอย่างดี อินเตอร์เนทความเร็วสูง ก็รู้สึก เอ๊ะ ขึ้นมาในใจอย่างช่วยไม่ได้ทุกทีเลยค่ะ cry ในฐานะชาวพุทธ อยากให้พระพุทธศาสนางอกงามยิ่งๆขึ้นไปเหมือนกันค่ะ แต่ว่าเป็นแค่ผู้หญิง คงทำได้แค่อุปถัมภ์ ส่งเสริมท่านให้ถึงเป้าหมายค่ะ surprised smile

#6 แต่ก็นับว่าโชคดีนะคะ ที่อย่างน้อยก็ยังมีพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอีกมาก เราควรส่งเสริมการให้ทานให้เป็นประโยชน์ ไม่ให้เกิดอุปสรรคต่อการละกิเลศของท่านทั้งหลายค่ะ big smile
ปล. ชมออนเกินไปแล้วอ่ะค่า..

#7 By onnsy on 2010-08-23 13:49

โดนใจคำนี้มากเลยค่ะน้องออน
"การติดในสุขนี่มันแสนจะน่ากลัวกว่าติดในทุกข์โดนใจคำนี้มากเลยค่ะน้องออน "
เพราะส่วนใหญ่ติดสุขนี่แหละค่ะที่ทำให้เกิดนิวรณ์ และเกิดเรื่องราวมากมายในสังคม
พระท่านเองเมื่อบวชแล้ว กิจของสงฆ์ที่แท้จริงท่านควรเข้าใจอย่างถ่องแท้ แ่ต่ปัจจุบันก็อย่างที่เห็นนะคะ

น้องออนเขียนได้สมกับเป็นผู้ศึกษาธรรมเลยนะคะ พี่ชอบวิธีคิดแบบนี้ค่ะ big smile big smile

#6 By Pat on 2010-08-23 13:00

เคยเป็นค่ะ แต่หลังจากเข้าใจได้บ้างแล้ว ท่านจะติดในสุขก็เรื่องของท่าน แต่ขณะทำเราถวายทานเพื่อบำรุงพุทธศาสนาให้สืบต่อไป แล้วใจเราก็จะเกิดปิติตั้งแต่ก่อนให้ ขณะให้ และหลังจากให้แล้ว โดยไม่ไปเพ่งมองว่าท่านจะเป็นพระแท้หรือพระเทียมซึ่งเราคงรู้ไม่ได้ และก็ไม่มองไปว่าทานที่เราถวายดีแล้วนี้ท่านจะเอาไปทำอะไรหรือท่านได้ไปแล้วท่านจะติดในอามิสนั้นหรือไม่ เศร้าหมองเปล่าๆค่ะ
เอาจิตใจที่ตั้งไว้ดีแล้วของเราเป็นที่ตั้งค่ะคุณออนconfused smile

#5 By ตีรณา on 2010-08-23 12:11

อ่านแล้วก็พอจะเข้าใจนะครับ เรื่องการทำบุญด้วยของดีๆ ส่วนตัวแล้วหากมองง่ายๆเลย คำว่าของดีไม่จำเป็นต้องมีราคาแพง แต่เป็นสิ่งที่ใช้ได้จริงหรือว่ามีคุณค่าหรืออะไรก็ได้ที่เป็นประโยชน์ เพราะหลักของการให้ทานเรามองว่า เพื่อลดกิเลสในตัวผู้ให้ ลดความอยากได้อยากมี เปลี่ยนเป็นการเสียสละแทน ให้โดยไม่หวังผลให้คือให้ไม่ใช่ให้เพื่ออยากได้กลับ แต่ถ้าให้ไปแล้วก็ให้ไปไม่ต้องไปสงสัยหรือวิตกในสิิ่งใด ให้แล้วก็แล้วกันไป
เป้าหมายของสงฆ์ก็ไม่รู้ว่าจริงๆแล้วคืออะไร แต่หากตามหลักพระพุทธศาสานา น่าจะเป็นการหลุดพ้น ละซึ่งลิเลสทั้งหลายหรือการปล่อยวาง ทุกสิ่งล้วนแล้วแต่มีเกิดและก็ดับสูญไป แล้วแต่เป็นอนันตาopen-mounthed smile

#4 By แทณนี่แหละ on 2010-08-23 11:38

แต่ก่อนเจ๊กะเป็นจะใส่บาตรก็พระจริงหรือปลอมน่ะ
พอเรียนรู้ในการปฎิบัติธรรมแล้ว สิ่งที่คิดก็เปลี่ยน
ทุกสิ่งมันสมมติทั้งสิ้น ไม่ว่าจะพระหรือคนธรรมดาถ้าไม่ยึด
ติด รู้จักปล่อยวางมันก็สุขจ้าาconfused smile

#3 By ปิยะ99 on 2010-08-23 10:42

โดนผมไปด้วย แหะๆ ส่งเสริมให้พระติดในสุขด้วยเหมือนกัน แอบเข้าไปรับน้ำมนต์แบบเต็มๆ ด้วย เฮ้อ นี่เราก็เป็นชาวพุทธตามทะเบียนบ้านเหมือนกันนะเนี่ย
เป็น entry ที่แรงแต่ดีจริงๆเลยนะครับ สู้ต่อไป ทาเคดะ (ไม่เหมือนคนอื่น)
สาธุ

#2 By อดีตศิษย์พี่(มั้ง) (123.242.144.193) on 2010-08-23 10:22

อ่าา นั้นสินะครับ
คล้ายๆ ผมเลยนะ
ตอนผมเรียนนักธรรมศึกษาชั้นเอก
พระอาจารย์ของผมพูดว่า
"เดียวนี้วัดมันคึกคักเกินไปแล้ว
บางทีก็มีจัดงานวัด พวกนี้มันทำให้พระละกิเลศได้ยากจริงๆ ถึงพระอาจารย์จะเป็นพระ แต่พระอาจารย์ก็มีจิตนึกคิดนะ พระอาจารย์ไม่ใช้อรหัน"
ท่าพูดแบบนี้กับผม...ผมก็หัวเราะเลยทีเดียว

#1 By หมาเหงา on 2010-08-23 10:12