O-ring test

posted on 17 Sep 2010 09:32 by dhammo in Learning

ในชั่วโมงสอนของพระอาจารย์มิตซูโอะเมื่อคราวปฏิบัติธรรมเนื่องในวันมาฆบูชาต้นปีที่ผ่านมา

ครั้งนั้นข้าพเจ้าพาเพื่อนที่ invite กันทาง facebook

เหมารถตู้ไปกันประมาณ 14 คนได้ (เกือบนั่งไม่พอ)

ได้รับคำชมจากอาจารย์ที่ดูแลวัดว่า ชวนคนเข้าวัดเก่งจัง

ส่วนนึงเป้าหมายหนึ่งในการเขียน blog ของข้าพเจ้าก็คือ

การชักชวนให้ผู้อ่านไปปฏิบัติธรรมนี่แหละค่ะ

ซึ่งเขียนมาสักพัก มีคนอยากกลับไปวัดอีกครั้ง หรือคนไม่เคยไปก็รู้สึกอยากไป

ข้าพเจ้าเลยมีกำลังใจเขียนไปเรื่อยๆ เพื่อสักวันจะมีคนเข้าวัดมากขึ้น

ลบล้างความคิดที่ว่าการปฏิบัติธรรมน่าเบื่อ หรือเป็นกิจกรรมของคนแก่

แท้จริงแล้ววัยไหนก็ไปได้นะ ยิ่งคนไปวัดป่าสุนันนี่ มีหลากหลายอายุมาก

คิดว่าตัวเองโชคดีแล้วที่ได้เจอสิ่งดีดีก็อยากให้ผู้อื่นโชคดีเหมือนข้าพเจ้าบ้าง

วกกลับมาถึงคอร์สวันนั้นก่อน วันนั้นเป็นวันที่ 4 ของการปฏิบัติ

พระอาจารย์เห็นว่าคนเริ่มกลับบ้านและมีปริมาณที่น้อยลงกว่าวันแรกๆแล้ว

ท่านเลยสอนที่ศาลา ก็ใกล้ๆกันกับหอฉัน ไ่ม่ต้องเดินไกลไปศูนย์เยาวชน

วันนั้นพระอาจารย์ขออาสาสมัครผู้ชายขึ้นมาด้านหน้าสักคน

ขออาสาสมัครนานมาก เพราะว่าเป็นที่รู้ๆกันว่า

เทพธิดามักมีมากกว่าเทพบุตรฉันใด

อุบาสิกาก็เยอะกว่าฉันนั้น...

ไม่มีใครอาสาสักที ข้าพเจ้าก็ได้แต่อมยิ้ม

สุดท้ายพระอาจารย์เลยเลือกเองซะเลย

ข้าพเจ้ารู้สึกตื่นเต้นมาก เพราะได้เรียนทฎษฎีกันพระอาจารย์มาตลอดสามปี

เพิ่งจะมี lab ให้ปฏิบัติในคอร์ส (ที่ไม่ใช่การนั่งสมาธิ ยืนสมาธิ หรือเดินจงกรม) เป็นครั้งแรก

ง่วงๆอยู่เหมือนกันตอนนั้น จำได้ว่าหลังอาหารไม่นาน ต๋าย ตื่นทันที ตื่นเต้น...

ก็ได้อาสา(หรือจำใจ) เป็นนักบิน ขึ้นมาด้านหน้า

พระอาจารย์สอนว่าให้เขาทำมือ ใช้นิ้วชี้แตะที่ข้อแรกของนิ้วโป้ง

แตะกันไม่หลวม ไม่แน่นไป พอดีๆ แล้วพระอาจารย์ก็ทดสอบกำลังมือว่าพอดีไหม

โดยการใช้มือทดสอบแรงดึง

(ถ้าท่านผู้อ่านนึกไม่ออกว่าทำมืออย่างไร นึกถือเวลาเราทำท่า โอเค นะคะ)

จากนั้นพระอาจารย์ก็ให้เหล่านักปฏิบัติธรรมส่งกระแสจิต คือ ให้คิดดี หรือ คิดร้าย ต่อผู้ชายคนนี้

โดยผู้ชายคนนี้หันหลัง พระอาจารย์หันหน้ามาทางเหล่านักเรียน

แล้วพระอาจารย์ก็จะส่งสัญญาณ (ยกมือทำสัญลักษณ์โดยผู้ชายคนนั้นไม่เห็น) ว่าให้ช่วยกันส่งกระแสจิตคิดดีคิดไม่ดีไปหาคนคนนั้น

สังเกตได้ว่า ถ้าเราส่งกระแสจิตดีไป มือที่เขาแตะนี่ กำลังจะดี ใช้แรงดึงก็จะรู้สึกแน่นๆ

ถ้าเราส่งกระแสจิตคิดไม่ดีออกไป มือที่เขาแตะ ก็จะอ่อนแรง ใช้แรงดึงเท่ากันกับแรงดึงแรก

ตอนทดสอบนี่ เห็นไม่ค่อยชัดเท่าไรตอนนั้น พระอาจารย์เลยเรียกแฟนของนักบินคนนั้นออกมาช่วยทดสอบด้วย

พระอาจารย์ : ผู้ชายคนนี้ เป็นคนดีไหม

อุบาิสิกา : ดีเจ้าค่ะ

พระอาจารย์ : เดี๋ยวลองคิดไม่ดีนะ ด่าแรงๆเลย ทำได้ไหม ด่าในใจเนี่ย คับแค้นอะไร คิดออกมาเยอะๆๆๆ

อุบาสิกา : คิดไม่ออกเจ้าค่ะ ไม่เคยโกรธเค้าเลย เค้าเป็นคนดีมาก

ข้าพเจ้าได้ยินดังนั้น หัวเราะเลยค่ะ ปกติเป็นคนเส้นตื้นอยู่แล้ว ยิ่งฮาไปใหญ่

ก็เลยเป็นว่าต่อให้เอาแฟนตัวเองออกมาช่วยคิด ก็ไม่ค่อยเห็นผลที่แตกต่างนัก

ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่านักบินที่เลือกออกมา ไม่มีสิ่งไหนน่าตำหนิเลยก็เป็นได้ Embarassed

ข้าพเ้จ้าคิดในใจ ถ้าเลือกออกมาเป็นนักการเมืองนี่ จะเกิดอาการง่อยกันเลยไหมเนี่ย (ล้อเล่นค่ะ)

แต่ว่าก็พอจะสังเกตได้นะคะ ว่าเวลาเราคิดดี เป้าหมายเราก็จะมีกำลัง ถ้าเราคิดไม่ดี เป้าหมายเราก็จะอ่อนแรง

อ๊ะๆ นี่ไม่ใช่ไสยศาสตร์นะคะ แต่เราพูดกันถึงเรื่องกำลังของจิต

แล้วพระอาจารย์ก็เล่าต่อว่า เรื่องนี้ เป็นเรื่องการวิจัยของญี่ปุ่น ที่ชื่อว่า O-ring test

ลองจิ้มไปดูเพื่อหาเนื้อหา หรือถ้าไม่พอ อยากศึกษาต่อ ก็กูเกิ้ลโลดค่ะ

พระอาจารย์ว่า กำลังของจิตนี้มีพลังมาก ถ้าเราจับจุดได้จะมีประโยชน์มากๆ

เช่น การทดลองที่เขาทดลองกันนี่ เค้าก็ทดสอบกับพวกยา อาหารและการแพทย์ด้วย

เช่นเอาอาหารหลายๆจานมาวางด้วยกัน แล้วทำ o-ring test

จานที่ 1 ดีไม๊ ลองดึงนิ้ว สังเกตแรง 2 3 4 เป็นอย่างไร เทียบแรงกัน

อันไหนกำลังดี แปลว่าอันนั้นเหมาะกับคนนั้น

แล้วพระอาจารย์ถามต่อว่า ไหน ในที่นี้ใครเป็นหมอบ้าง

ก็มีคนยกมือ (ก็คนที่เคยมาบวชที่นี่หน่ะแหละ คุณหมอบวชที่นี่เยอะมาก เข้าใจว่าเป็นหลักสูตรของแพทย์สักสถาบันนี่ ข้าพเจ้าจำไม่ได้ว่าสถาบันไหน)

พระอาจารย์ : กาแฟ กินนี่ดีไหม

คุณหมอ : ไม่ดีครับ

พระอาจารย์ทำคิ้วขมวด

แล้วเสียงอุบาสิกาก็เจื้อยแจ้วว่า "อ้ะ แต่กินน้อยๆเค้าก็ว่าดีนะเจ้าค่ะ"

พระอาจารย์อมยิ้ม แล้วบอกว่า คำตอบคือไม่มีใครถูกไม่มีใครผิด นี่แหละ ดีสำหรับบางคน ไม่ดีสำหรับบางคน ที่ถูกคือร่างกายของคนเราไม่เหมือนกัน ดีหรือไม่ดี ขึ้นกับแต่ละคนนั้นแตกต่างกันไป

แล้วท่านก็สอนเรื่องโน้นเรื่องนี้ต่อ รู้สึกว่าจะเรื่องความรัก

ท้ายแล้วท่านถามว่า

สมมติว่ามีผู้ชายมาชอบเรา

คนที่ 1 รวย ฐานะดี หน้าที่การงานดี

คนที่ 2 คารมดี พูดจาดี

คนที่ 3 เอาใจเก่ง

เลือกคนไหนดี ไหนตอบพระอาจารย์ซิ

อุบาสิกาหมู่มากก็พยายามใช้ปัญญาตอบ ขบคิดกันใหญ่

แล้วพระอาจารย์ท่านก็ว่า : คิดไม่ออกใช่ไหม คิดไม่ออก (ท่านยกมือมา ทำมือโอเค) นี่ไง O-ring test

....

...

เท่านั้นแหละ หัวเราะกันศาลาแทบแตก ข้าพเจ้างี้หัวเราะจนปวดแก้มไปหมด

ไม่รู้เส้นตื้นไปรึป่าว แต่นาทีนั้น ขำจริงๆนะ น้ำเสียงพร้อมท่าทางของพระอาจารย์สร้างความสุขให้แก่นักเรียนจริงๆ

ข้าพเจ้าคิดว่าการทำ O-ring test นี่ บางทีอาจจะคล้ายๆกรณีการแผ่เมตตาของพระพุทธศาสนา

เพราะว่าก็ใช้กำลังจิตเหมือนกัน

เหมืิอนมีงานวิจัยของสหรัฐอเมริกาที่บอกว่า บริษัทประกันชีวิตจะลดเบี้ยประกันให้ผู้ประกัน ถ้าพิสูจน์ได้ว่าผู้นั้นได้รับการแผ่เมตตาเป็นประจำ

เวลาข้าพเจ้านั่งสมาธิเหมือนกัน ข้าพเ้จ้าก็มักจะแผ่เมตตาไปด้วย

ขอให้พระอาจารย์มีสุขภาพแข็งแรงๆ

ก็ไม่รู้่ว่าพระอาจารย์จะได้รับหรือเปล่า

(แต่ตามหลัก O-ring test ต้องได้สินะ) Embarassed

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet

เพิ่งไปมาเหมือนกันค่ะ บ้านริมแควแพริมน้ำจัดร่วมกับมูลนิธิของพระอาจารย์ค่ะ อยากบอกเหมือนกันว่าการปฏิบัติธรรมจริงๆไม่น่าเบื่อเลย เหมาะสำหรับวันรุ่นเลยด้วยซ้ำจะได้ระมัดระวังในการใช้ชีวิต ไปแล้วอยากไปอีก แล้วพระอาจารย์ก็สอนเรื่อง o ring test เหมือนกัน เลยต้องมาหาความรู้เพิ่มค่ะ จะบอกว่า หนังสือที่พระอาจารย์เขียนเล่มเล็กๆ อ่านสนุกมาก เหมาะกับเด็กนักเรียนประถมด้วยซ้ำ ให้ครูอ่านให้ฟังในชั่วโมงศีลธรรม ฝึกแต่เล็กๆ บ้านเมืองจะได้ไม่วุ่นวายค่ะ

#12 By ต้อม ณ ริมน้ำ (125.27.217.100) on 2010-11-05 21:37

ใช้หลักธรรมนำชีวิต
confused smile confused smile confused smile

#11 By ปิยะ99 on 2010-09-23 11:57

น้องออน พี่ลองให้ลูกทำ O-ring test ดู แล้วพวกเราในบ้านก็ช่วยกันคิดไปในทางบวกพร้อมกัน แล้วให้อีกคนหนึ่งเป็นคนง้างนิ้วออก ปรากฏว่าต้องใช้กำลังมากเพื่อจะง้างนิ้วออกได้
ในทางกลับกัน คราวนี้ให้พร้อมใจกันคิดลบในเชิงของนิสัยนะ ห้ามคิดลบในแง่อื่น (กลัวว่าจะคิดเลยเถิดไป)
ปรากฏว่ารู้สึกเหมือนนิ้วเขาไม่มีแรง
confirm ค่ะ ในเรื่องพลังแห่งความคิด
ดังนั้น ในเมื่อคิดดี ก็มีผล
คิดไม่ดี ก็มีผล
เราก็ควรจะฉลาดที่จะคิดในแง่บวก ดีกว่ากระมังbig smile

#10 By ตีรณา on 2010-09-21 12:21

ผมว่าสมัยนี้การที่จะชักชวนผู้คนให้มาทำบุญ ขึ้นอยู่ที่การสร้างจุดที่น่าสนใจขึ้นมา เพราะค่านิยมในปัจจุบันไม่เหมือนในสมัยก่อนครับ สมัยก่อนนี้ทำบุญคือทำบุญครับไม่มีมาต้องแจกวัตถุมงคลอะไรกัน ใครมีเงินก็ช่วยเงินใครมีแรงก็ลงแรงไป แต่ปัจจุบันต้องมีสิ่งที่ได้กลับมาเมื่อทำบุญไปแล้ว อาจเป็นบางคนนะครับ เช่นการ ทำบุญเติมน้ำมันตะเกียง เพื่อเสริมสิริมงคนอะไรทั้งหลายแหล่สุดจะกล่าวมา แต่จุดสำคัญก็คือการได้ทำบุญโดยเงินที่หยอดตู้ไปนั่นแหละครับ นั่นแหละจุดสำคัญครับbig smile แต่ผมชอบตรงที่มีลง LABด้วยครับ

#9 By อนันตกาล on 2010-09-20 09:56

ที่คิดได้ คงเพราะได้อ่านหนังสือพระอาจารย์มิตซูโอะด้วยล่ะค่ะ มีเก็บไว้เป็นปึกอยู่ sad smile
อยากไปเหมือนกันนะคะ แต่ไกลจัง กาญจบุรีแน่ะ
เวลาฟังพระอาจารย์เทศน์ รู้สึกสงบ สบายจริงๆนะ
เวลาเหนื่อยๆ เปิดฟังนี่ ช่วยได้จริงๆค่ะ big smile
ลึกซึ้งดีมากครับ open-mounthed smile Hot!
ปกติปฎิบัติแต่แค่พื้นฐานทั่วไป ยังไม่เคยได้ลองสัมผัสหรือศึกษาขนาดนี้เลย อนุโมทนาบุญด้วยครับกับการปฎิบัติดี
open-mounthed smile จะลองทำดูบ้างนะ

#7 By แทณนี่แหละ on 2010-09-18 07:52

มีประโยชน์มากค่ะน้องออน
พระอาจารย์มีกุศโลบาย หลากหลาย
ให้ผู้มาปฏิบัติได้เข้าใจในหลายแง่มุมของความคิด
พี่ไม่เคยไปปฏิบัติกับพระอาจารย์มิตซูโอะ
แต่หนังสือของท่านพี่มีมากมายเลยค่ะ
อย่างน้อยการไปปฏิบัติของน้องออน
ก็จะทำให้อยู่กับทางโลกได้ อย่างทุกข์น้อยลงopen-mounthed smile

#6 By ตีรณา on 2010-09-17 23:41

ลูกเจ๊
พอเจ๊ออกไปข้างนอก มันกะส่งจิตมาว่าอยากกินอะไร
เจอกะซื้อมา ถึงบ้าน
มันกะร้อง แหมกำลังคิดถึง ไส้กรอก ปลาดุกฟูแม่กะซื้อมา
ถ้าวันไหนเจ๊อึกอัดใจจะรีบแผ่เมตตาทันที แล้วกะจะได้รับรู้ข่าวไม่ดี

confused smile sad smile

#5 By ปิยะ99 on 2010-09-17 18:08

O ring test นี่เคยได้ยินมาบ้างเหมือนกัน แต่ยังไม่ค่อยมั่นใจว่าใช้ได้จริงมั้ย

#4 By St.Alpha on 2010-09-17 12:09

น่าสนใจมากเลยค่ะ เรื่องนี้พี่แพทเพิ่งเคยได้ยินเลย เดี๋ยวจะลองไปหาอ่านเรื่อง O ring test ดูนะคะ

พี่ว่าน้องออนไม่ใช่ชาวพุทธมือใหม่แล้วล่ะค่ะ
big smile big smile big smile

สนับสนุนเรื่องดีๆให้ได้ Hot ค่ะ
Hot! Hot! Hot!

#3 By Pat on 2010-09-17 11:28

คิดว่าพอรู้นะว่าเอ็งจะเลือก ผุ้ชายคนที่เท่าไร

#2 By l3ubblex (61.213.181.82) on 2010-09-17 10:57

ตอนนี้ไม่ใช่ชาวพุทธมือใหม่ แล้ว เรียกว่า ชาวพุทธมือขวาของพระพุทธเจ้าเลยก้อได้ การทดสอบนี้ ดีนะ บอกความนัยอะไรได้เยอะ ส่วนตัวจ้ำเอง เหตุผลในการเขียนบล็อก แรกๆแค่บันทึกธรรมที่ได้รับจาก มือถือลงบล็อก เก็บไว้อ่าน ไม่ได้คาดหวังว่าจะมีคนสนใจ แต่ทำไปทำมา เริ่มค้นมากขึ้น อ่านมากขึ้น กลายเป็นกุศโลบายในการศึกษาธรรมไปเลย จนในที่สุดก้อเป็นแบบที่เห็นนี่แหละ เวปโตขึ้น คนคอยดูเยอะ ให้กำลังใจอีกต่างหาก บอกไม่ถูก ได้อะไรหลายๆอย่างกลับมาจริงๆ แต่ไม่ลืมตัวตนว่า เราก้อยังเป็นแค่ลูกศิษวัดอยู่เสมอ เล่ายาวไปหน่อย สวัสดีนะครับ

#1 By Live a Live on 2010-09-17 10:46